SUPONG Massage

the different idea of pain therapy



บทนำเรื่อง ( Introduction )

สืบเนื่องจากทุกวันนี้ คนไทยและคนส่วนใหญ่เกือบทั่วโลกมีความหลงเชื่อในการแพทย์ที่เรียกว่า "การแพทย์แผนปัจจุบัน" ซึ่งเป็นการแพทย์ทางเทคโนโลยีบำบัดด้วย "ยา การผ่าตัด และการทำกายภาพบำบัด" ในแนวความคิดแบบการซ่อมเครื่องจักรธรรมดา โดยเข้าใจว่าเป็นการแพทย์ที่ถูกต้องเพราะเห็นเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการพิสูจน์ทดลอง

ในทุกบ้านทุกครอบครัว จะมีคนที่มีปัญหาสุขภาพที่เป็นเรื้อรังของ "อาการปวดและอาการทำงานผิดปกติ" ( Pain and Dysfunction ) หลายอย่างที่รักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันไม่หาย หรือเพียงแต่บรรเทาอาการเป็นครั้งคราว ได้แก่ ปวดศีรษะข้างเดียว ปวดคอหันหน้าด้านหนึ่งไม่ได้ ปวดบ่า ปวดสะบัก ปวดไหล่ยกแขนขึ้นไม่ได้สุด ปวดไหล่เท้าสะเอวไม่ได้ ปวดข้อศอกด้านนอก ปวดข้อศอกด้านใน เจ็บแสบแหลมข้อศอก เจ็บแปลบๆแขนช่วงล่าง ปวดข้อมือ กำมือไม่ได้ ปวดนิ้ว ชานิ้วนางกับนิ้วก้อย ชาปลายนิ้วทุกนิ้ว ปวดหลังช่วงล่าง ปวดสะโพก ปวดหลังต้นขา ปวดเข่า เข่าขัด ปวดน่อง ปวดหน้าแข้ง ปวดข้อเท้า ปวดส้นเท้า เจ็บฝ่าเท้า ตามืดมัว ปวดฟันหรือเสียวฟันเมื่อสัมผัสถูก เจ็บลิ้น ท้องอืดอาหารไม่ย่อย ลมเยอะจะผายลมหรือเรอมาก ท้องผูก กรดไหลย้อน ปัสสาวะรดที่นอน ปวดอัณฑะ เป็นต้น อาการเหล่านี้อาจเกิดหลังการไปออกกำลังกายหรือยกของหนัก ลื่นหกล้ม โดยไม่ได้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บ แต่เป็นลักษณะของการทำงานผิดพลาดท่าหรือใช้ร่างกายทำงานอย่างไม่เหมาะสมในชีวิตประจำวัน อาการปวดหรืออาการผิดปกตินั้นอาจเป็นๆหายๆหรือเป็นเรื้อรังอยู่นาน ด้วยเหตุที่รู้จักและเชื่อถือแต่การรักษาทาง "การแพทย์แผนปัจจุบัน" ส่วนใหญ่จะถูกวินิจฉัยเพียงการซักถามอาการแล้วก็จ่ายยาให้กิน เมื่อการกินยาไม่ได้ผลจึงจะมีการตรวจอย่างละเอียดต่อไป บางรายแม้จะทราบว่าผลการตรวจทางกายภาพและชีวเคมีไม่พบสิ่งผิดปกติหรือเหตุของโรค ได้ปรึกษากับแพทย์หลายท่านต่างมีคำวินิจฉัยโรคไม่ตรงกันไม่รู้จะเชื่อใครดี แพทย์แต่ละท่านให้การรักษาแบบเป็นโรคนั้นโรคนี้ตามความคาดคะเนของตน ผลของการรักษานอกจากจะไม่ได้ผล ซ้ำร้ายอาจได้รับ "โรคหมอให้" เพิ่มกลับมา ทั้งอาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้

สวัสดีครับ ผมคือ เภสัชกรหมอนวดสุพงศ์ กิตติเวช เป็นเภสัชกรใน "การแพทย์แผนปัจจุบัน" ซึ่งเป็นทฤษฎีการแพทย์ต้นคิดของฝรั่งที่คนไทยและคนส่วนใหญ่เกือบทั่วโลกเชื่อตาม มีวิธีการรักษาด้วย "ยา การทำกายภาพบำบัด และการผ่าตัด" และเป็นหมอนวดที่สนใจศึกษาเรื่อยมาแต่ไม่ได้ทำเป็นอาชีพใน "การแพทย์ของการรักษาทางโปรแกรมการทำงาน"  ซึ่งเป็นแนวความคิดทางการแพทย์ของผม ที่พัฒนาและปรับเปลี่ยนคำอธิบายมาจาก "การแพทย์แผนไทย" ที่มีวิธีการรักษาด้วย "การนวดกดจุดเฉพาะที่" การที่คุณจะฝากชีวิตในมือหมอของการแพทย์ใด ควรศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลักการของการแพทย์นั้นๆเสียก่อน เหตุผลที่การแพทย์ทั้งสองมีวิธีการรักษาแตกต่างกันมาจากแนวความคิด ( Concept ) ของความเข้าใจต่อระบบชีวิตร่างกายของคนเราแตกต่างกัน เปรียบเช่น "โทรทัศน์" กับ "คอมพิวเตอร์" ใครถูกใครผิดขอให้พิจารณาตัดสินกันเอาเอง ผมจะได้อธิบายเปรียบเทียบดังต่อไปนี้

"การแพทย์แผนปัจจุบัน" เป็นแนวความคิดของการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของกลศาสตร์ เคมี ชีวเคมี ไฟฟ้า และฟิสิกส์ บนความเข้าใจ "ชีวิตร่างกายของคนเราแบบเครื่องจักรกลทำงานทางชีวเคมี" เปรียบเช่น "โทรทัศน์" ที่การตรวจซ่อมย่อมกระทำโดยตรงต่อวงจรกระแสไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเอาอะไรจากภายนอกเข้าไปจัดการเสียเองได้ จึงเป็นการตรวจหาสิ่งผิดปกติหรือเหตุของโรคในร่างกายของคนเราทางกายภาพ ( X-Ray, Ultrasound, MRI, CTScan, ส่องกล้อง ) และชีวเคมี ( ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจไขสันหลัง ) ให้ได้เห็นได้รู้ด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และจะคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาหรือรักษาโดยเข้าไปจัดการเสียเองด้วย ยา การผ่าตัด และการทำกายภาพบำบัด ( เทคโนโลยีบำบัดของการซ่อมเครื่องจักร ) มีการคิดค้นยามากมายที่มีผลเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบในร่างกาย เพื่อทำให้เกิดผลตรงกันข้าม เช่น หลอดลมตีบก็ใช้ยาทำให้หลอดลมขยาย ถ้าใช้ยาเกินขนาดก็จะทำให้เกิดปัญหาของหลอดลมขยายด้วยเช่นกัน เป็นต้น ไปขัดขวางหรือทำลายระบบการเตือนภัยเพื่อระงับอาการปวดไว้ชั่วคราว หรือบรรเทาอาการปวดให้เบาลง แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ตรงประเด็น ไปขัดขวางหรือทำลายระบบการตรวจสอบเพื่อให้ทำงานแบบเครื่องจักรธรรมดาที่จะทำงานจนมันพังไปเลย จะต้องกินยาเพื่อควบคุมอาการไปตลอดชีวิต หากอาการใดกินยาแล้วไม่ได้ผลดี จะเกิดการกินยาเพิ่มขนาดมากขึ้น กินยายาวนานออกไป เปลี่ยนยาใหม่ ฉีดยา เพิ่มการทำกายภาพบำบัด ทำการผ่าตัด เปลี่ยนหมอ และเปลี่ยนโรงพยาบาล แต่ไม่มีใครคิดถึงว่า "การรักษาที่ไม่ได้ผลและมีอันตรายสูงเพราะเป็นทฤษฎีการแพทย์ที่ไม่ถูกต้อง" อาจเกิดอันตรายของการแพ้ยา พิษและผลข้างเคียงของยาที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆเป็นอันตรายต่ออวัยวะ เช่น กระเพาะอาหาร ตับ ไต ลำไส้ หัวใจ สมอง เส้นประสาท หลอดเลือด เม็ดเลือด กระดูก ข้อ ผิวหนัง และต่อมต่างๆ เป็นต้น การผ่าตัดที่จำเป็นต้องทำร้ายร่างกายส่วนหนึ่งให้เสียหายเพื่อจะไปแก้ปัญหาอีกส่วนหนึ่ง และผลของการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามมา นอกจากจะอันตรายจากการผ่าตัดและการติดเชื้อโรคแล้วยังมีอันตรายจากการวางยาสลบและยาอื่นๆก่อนระหว่างและหลังการผ่าตัดอีก แล้วยังต้องเสียเวลาในการฟื้นฟูสภาพร่างกายด้วย และการทำกายภาพบำบัดด้วยการประคบร้อนที่ไม่ตรงเหตุของปัญหา หรือการบริหารกล้ามเนื้อในขณะที่มีปัญหาอยู่ เป็นการฝ่าฝืนการล็อกของระบบรักษาความปลอดภัยของร่างกายที่จะเกิดอาการเจ็บปวดแต่ไม่หาย

ความเป็นมาของการหันเหความเชื่อออกจาก "การแพทย์แผนปัจจุบัน" เกิดจากปัญหาอาการปวดตามส่วนต่างๆของร่างกายที่มีเหตุหลังจากไปยกของหนักหรือทำงานหนักได้แก่ ปวดหลังช่วงล่าง ปวดคอหันหน้าไม่ได้ ปวดไหล่ยกแขนไม่ขึ้น ปวดแขน ปวดข้อศอก ปวดขา ปวดเข่า เป็นต้น แล้ว "แพทย์แผนปัจจุบัน" บอกว่าเป็น "กล้ามเนื้ออักเสบ" "เอ็นอักเสบ" หรือ "ข้ออักเสบ" ทั้งๆที่ตรวจไม่พบว่าผู้ป่วยมีไข้หรืออาการบวมแดงร้อนของการอักเสบ ( Inflammation ) มักให้การรักษาโดยให้กิน "ยาแก้อักเสบ" ( Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drug ) "ยาคลายกล้ามเนื้อ" ( Muscle Relaxant ) ฉีดยา "สะเตียรอยด์แก้อักเสบ" ( Steroidal Anti-Inflammatory Drug ) แล้วไม่หาย หรือหนักไปกว่านั้นจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นกระดูกหรือหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทซึ่งก็จะเริ่มจากการกินยาและการทำกายภาพบำบัด เมื่อไม่ได้ผลก็จะต้องผ่าตัด เมื่อศึกษาการแพทย์ทางเลือกหลายศาสตร์ ได้แก่ โยคะศาสตร์ การแพทย์แผนไทย การนวดแผนไทย การแพทย์แผนจีน การฝังเข็มหรือกดจุดแผนจีน เป็นต้น พบว่าต่างเป็นทฤษฎีการแพทย์ที่มีความเข้าใจต่อระบบชีวิตร่างกายของคนเราแตกต่างกัน จึงมีหลักการของการรักษาที่แตกต่างกันด้วย ทำให้ผมเกิดความคิดทฤษฎีการแพทย์ใหม่ของผมเองเรียกว่า "การแพทย์ของการรักษาทางโปรแกรมการทำงาน" อันเกิดจากความเข้าใจ "ชีวิตร่างกายของคนเรามีระบบโปรแกรมควบคุมการทำงาน" ดังเช่น คอมพิวเตอร์มีระบบโปรแกรมปฏิบัติการ ปัญหาของคอมพิวเตอร์จะต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ ปัญหาทางโปรแกรมการทำงาน และ ปัญหาทางอุปกรณ์เสียหรือขัดข้อง ( Software and Hardware ) การแก้ปัญหาทางโปรแกรมการทำงาน ไม่ได้กระทำโดยตรงต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจรกระแสไฟฟ้า ( เพราะจะตรวจไม่พบว่ามีอะไรเสีย ) แต่จะกระทำผ่าน "ช่องทางติดต่อทางโปรแกรม" ของคีย์บอร์ด เม้าส์ ซีดีรอม และพอร์ตต่างๆ ในทำนองเดียวกัน ชีวิตร่างกายของคนเรามี "ช่องทางติดต่อทางโปรแกรม" ผ่านทางระบบประสาทของการรับรู้ของ ภาพทางตา เสียงทางหู กลิ่นทางจมูก รสทางลิ้น สัมผัสทางกาย และอารมณ์ทางจิต การนวดของผมเป็นการใช้ ช่องทางติดต่อกับระบบโปรแกรมทางสัมผัสทางกาย นั่นเอง และมีการแก้ปัญหาบางอาการที่ผมใช้การทำสมาธิของจิต คือ ผมศึกษาในสองช่องทาง

ผมอธิบายปัญหาเหล่านี้ว่าเป็น "การเปิดสัญญาณเตือนภัย" ดังเช่นเมื่อเราใช้งานคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสม มันจะเปิด "หน้าต่างคำเตือน" หยุดไม่ให้ทำงานก่อน บอกว่าทำผิดอะไร ควรทำอย่างไร และมีไอคอน "OK" มาให้กดเพื่อปิดหน้าต่างคำเตือนนั้น จึงจะทำงานต่อไปได้ ชีวิตร่างกายของคนเราก็มีระบบของการรักษาเสถียรภาพของการทำงานของกล้ามเนื้อเช่นกัน "การเปิดสัญญาณเตือนภัย" จะมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนของสัญญาณบอกเหตุเป็นอาการปวดและอาการทำงานผิดปกติ ( Pain and Dysfunction ) และ ส่วนของสวิทช์ปิดสัญญาณเป็นจุดกดเจ็บ  "อาการปวดของสัญญาณเตือนภัย" ไม่ใช่การบาดเจ็บหรือการอักเสบที่สัญญาณปวดจะอยู่ตรงที่บาดเจ็บหรืออักเสบนั้น สองส่วนนี้มักไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายแบบ "ปวดตรงไหนก็จะนวดตรงนั้น" ต้องศึกษาหาตำแหน่งของสวิทช์เป็นแต่ละเรื่องของโปรแกรมการทำงาน ถ้านวดกดจุดได้ถูกจุด ตรงจุด และถึงจุดแล้ว ก็จะหายได้ทั้งสองส่วน

ต้นเหตุสำคัญของปัญหาการทำงานของกล้ามเนื้อ ( Skeletal Muscle ) มาจากพฤติกรรมของคนเราที่ใช้ร่างกายทำงานไม่เหมาะสมอย่างตะพึดตะพือ หลงติดในกิเลสของการอยากจะทำงานอะไรให้สำเร็จ โดยไม่มีการเตรียมพร้อมกล้ามเนื้อก่อนการใช้งานและการทำนุบำรุงรักษากล้ามเนื้อหลังการใช้งาน มีท่าทางของการใช้งานไม่เหมาะสม รวมทั้งบุคลิกภาพที่ไม่ดี ( Bad Posture ) ฝ่าฝืนทำงานทั้งๆที่รู้สึกไม่ดี ไม่ปลอดภัย ขี้เกียจ เบื่อ เครียด วิตกกังวล เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ไม่สะดวกสบาย และอื่นๆ

เรามักจะเข้าใจว่า กล้ามเนื้อ ( Skeletal Muscle ) มีหน้าที่ทำงานเพื่อการเคลื่อนไหว ( Movement ) เท่านั้น เมื่อเราอยู่นิ่งเราก็คิดว่ากล้ามเนื้อมันไม่ได้ทำงาน ความจริงแล้วหน้าที่สำคัญอีกอย่างของกล้ามเนื้อคือ การรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างร่างกาย ( Structural Stabilization ) ซึ่งการรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างร่างกายมันจะทำงานตลอดไม่ว่าจะเคลื่อนไหวหรืออยู่นิ่ง ดังนั้นปัญหามันจึงเกิดขึ้นได้ทั้งกับคนที่มีการเคลื่อนไหวออกแรงทำงานหนักและคนที่นั่งอยู่กับที่ทำงานเบาๆอยู่ในสำนักงาน ปัญหาที่เป็นกันทั่วไปเป็นการสะสมความตึงเครียดในกล้ามเนื้อ ( Accumulative Strain ) หลายแห่งของการทำงานรักษาเสถียรภาพของโครงสร้าง เป็นปัญหาที่ซ่อนเร้นอยู่นานโดยเจ้าตัวไม่รู้เพราะเหตุของความผิดที่เกิดไม่รุนแรง จึงมีข้อยกเว้นเก็บสะสมปัญหาไว้ก่อน เป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆ ( Dysfunction ) ที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง ทำให้เกิดการผิดรูปร่างหรือเสียสมดุลของโครงสร้างได้ ปัญหาบางลักษณะจะเกิดการเปิดสัญญาณเตือนภัย "อาการปวด" และกลายเป็นปัญหา "อาการปวดที่ไม่สามารถทำอิริยาบถบางท่าได้" ( Pain-Related Disability ) ได้แก่ ตื่นนอนจะลุกลงจากเตียงไม่ได้จะปวดหลังบริเวณกระเบนเหน็บ ตื่นนอนแล้วหันหน้าด้านหนึ่งไม่ได้จะปวดด้านหลังคอ ( คอตกหมอน ) เอาแขนไขว้หลังไม่ได้จะปวดไหล่ ยกมือขึ้นหวีผมไม่ได้จะปวดข้อศอกด้านใน ยกโทรศัพท์ขึ้นพูดไม่ได้จะปวดแขนและโคนนิ้วหัวแม่มือ ขึ้นบันไดหรือลงบันไดแบบปกติไม่ได้จะปวดเข่า ยกขาขึ้นเพื่อใส่กางเกงไม่ได้จะปวดขาหน้าแข้ง เหยียบเท้าลงพื้นไม่ได้จะเจ็บฝ่าเท้า เป็นต้น

การศึกษาของผมพอแบ่งปัญหาของ "สัญญาณเตือนภัย" ออกเป็น 2 ลักษณะ ลักษณะหนึ่งเป็นปัญหาของกล้ามเนื้อเอง จะเกิด "อาการปวดและไม่สามารถทำงานได้ ( Pain and Disability )" การนวดรักษาถ้าทำได้ถูกจุด ตรงจุด และถึงจุดแล้ว จะรู้สึกหายปวดและทำงานได้ในทันที

ส่วนอีกลักษณะหนึ่ง "สัญญาณเตือนภัย" ดูเหมือนว่าเป็นผลกระทบต่อเส้นประสาท เส้นโลหิตและน้ำเหลือง และโครงสร้างกระดูก ทำให้เกิดอาการทำงานผิดปกติ ( Dysfunction ) หลายอย่าง เช่น อาการชา อาการเจ็บแปลบๆ อาการเสียว อาการตะคริว อาการแสบ อาการร้อน อาการเย็น อาการบวม อาการไอกระแอม อาการน้ำมูกไหล อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย อาการกรดไหลย้อน อาการท้องผูก อาการมีลมในท้องมากมักผายลมหรือเรอบ่อย อาการปวดปัสสาวะไวเกิน การผิดรูปร่าง เป็นต้น เนื่องจากเป็นปัญหาที่ซับซ้อน การนวดรักษายากกว่าแบบลักษณะที่หนึ่ง อาจต้องนวดหลายครั้ง บางคนอาจจะหายเร็ว บางคนอาจจะหายช้า และคนที่กินยามามากๆกลไกทางธรรมชาติอาจถูกบิดเบือนผิดเพี้ยนหรือเสียไปได้

 


Solunic

Menu